วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สร้างกำลังใจ ให้หายเศร้า
นักปราชญ์พูดไว้น่าฟังว่า
การมีความสุขน่ะ ไม่ได้หมายความว่า
ชีวิตต้องมีทุกสิ่ง เพียบพร้อมไปซะ ทั้งหมดหรอก
หากแต่ความสุขควรหมายถึง คุณตัดสินใจที่จะมองข้าม
ความไม่สมบูรณ์ที่ รายล้อมรอบตัวต่างหากเล่า....
อุตส่าห์เขียน ให้กำลังใจขนาดนี้ ก็กรุณามองโลกในแง่ดีกันหน่อย
เผื่อชีวิตลำบากลำบน อับจนเงิน แต่รวยน้ำใจ จะได้กระดี้กระด้าร่าเริงเบิกบานขึ้นบ้าง
อย่ามัวแต่อมทุกข์อยู่เล้ย ชีวิตก็สั้นนิดเดียว สู้ทำตัวร่าเริงไปวันๆดีกว่าน่า
แต่ ถึงแม้ทุกคนล้วนอยากมีความสุข สนุกสนาน มีเงินใช้ไม่ฝืดเคือง มีงานทำไม่ตกงาน
ทว่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง เรามักมีวันเลวร้ายเข้ามากล้ำกรายจนได้สิน่ะ เช่น
ถ้าไม่ล้มเหลวเพราะการงาน ก็อาจล้มเหลวในเรื่องเพื่อน
หรือ หากไม่ล้มเหลวเพราะครอบครัวแตกแยก ก็อาจระเนระนาดกับชีวิตคู่ก็ได้
ความล้มเหลว จึงก่อให้เกิดความผิดหวังด้วยประการฉะนี้
แต่ถ้าชีวิตมนุษย์ไม่พบเจออุปสรรคซะบ้าง สงสัยคงไม่ใช่คนแล้วน้อ แสดงว่า เป็นเทวดาแล้วนั่น
ถ้า ให้ ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ วิเคราะห์เรื่องความล้มเหลวให้ฟัง
เราอาจใช้ความผิดหวัง จากการล้มเหลวใดๆก็ตาม
มาช่วยให้เกิดประโยชน์และสร้างโอกาสได้เหมียนกัน
ขอเพียงรู้จักคิดให้เป็น ต่อให้ผิดหวังหรือล้มเหลวแค่ไหน
ย่อมไม่ทำให้พวกเรา ระคายเคืองได้หรอก
นักจิตวิทยาเค้ายกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ผ่านตัวละครอย่างนักโทษ 2 คน ซึ่งมีบุคลิกแตกต่างกันดังนี้
คนแรก มองผ่านลูกกรงออกมาภายนอก บอกตัวเองมองเห็นแต่โคลนตม ใจคอห่อเหี่ยว
ส่วนอีกคน แหงนมองท้องฟ้า มองเห็นดวงดาว แต่ใจคอยังมีความสดชื่นอยู่
เพราะ ฉะนั้น นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า
เมื่อเราผิดหวังก็เหมือนกับเราเป็นนักโทษ ถูกกักขังอยู่ในวังวนของความเศร้านั่นแหละ
ด้วยเหตุนี้แล้วคุณจะเลือกเป็นคน ที่มองเห็นแต่โคลนตมหรือแหงนมองฟ้าแล้วเห็น แต่ดวงดาวดีล่ะ
แต่สมควรเลือกเป็นคนประเภทหลังนะ เพราะแสดงว่ายังมีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไป
ไอ้เรื่องจะฆ่าตัวตายหนีปัญหาชีวิตน่ะ ไม่มีวันเสียล่ะ
ว่าแล้วขอเสริมสร้างกำลังใจให้มากขึ้น ดังนี้
* หาตัวเองให้เจอ ค้นตัวเองให้พบ ว่าเรามีจุดด้อยหรือจุดเด่นตรงไหน
ถ้าเรามีข้อด้อย ตรงไหนก็ปรับปรุงซะ โดยเฉพาะถ้าเก็บเงินไม่อยู่
ก็ต้องหาวิธีอุดช่องโหว่นี้ให้ได้
* ควรมีบุคลิกและนิสัยถาวรในทางที่ดี เช่น ซื่อสัตย์ กตัญญู มีความขยัน อดทน
แต่เชื่อไว้เหอะว่า คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
แม้จะขัดแย้งกับสังคมคนเลวได้ดี แต่ไม่ควรท้อถอยที่จะทำความดี เชื่อเหอะ.

ที่มา : http://www.tamdee.net/
การมีความสุขน่ะ ไม่ได้หมายความว่า
ชีวิตต้องมีทุกสิ่ง เพียบพร้อมไปซะ ทั้งหมดหรอก
หากแต่ความสุขควรหมายถึง คุณตัดสินใจที่จะมองข้าม
ความไม่สมบูรณ์ที่ รายล้อมรอบตัวต่างหากเล่า....
อุตส่าห์เขียน ให้กำลังใจขนาดนี้ ก็กรุณามองโลกในแง่ดีกันหน่อย
เผื่อชีวิตลำบากลำบน อับจนเงิน แต่รวยน้ำใจ จะได้กระดี้กระด้าร่าเริงเบิกบานขึ้นบ้าง
อย่ามัวแต่อมทุกข์อยู่เล้ย ชีวิตก็สั้นนิดเดียว สู้ทำตัวร่าเริงไปวันๆดีกว่าน่า
แต่ ถึงแม้ทุกคนล้วนอยากมีความสุข สนุกสนาน มีเงินใช้ไม่ฝืดเคือง มีงานทำไม่ตกงาน
ทว่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง เรามักมีวันเลวร้ายเข้ามากล้ำกรายจนได้สิน่ะ เช่น
ถ้าไม่ล้มเหลวเพราะการงาน ก็อาจล้มเหลวในเรื่องเพื่อน
หรือ หากไม่ล้มเหลวเพราะครอบครัวแตกแยก ก็อาจระเนระนาดกับชีวิตคู่ก็ได้
ความล้มเหลว จึงก่อให้เกิดความผิดหวังด้วยประการฉะนี้
แต่ถ้าชีวิตมนุษย์ไม่พบเจออุปสรรคซะบ้าง สงสัยคงไม่ใช่คนแล้วน้อ แสดงว่า เป็นเทวดาแล้วนั่น
ถ้า ให้ ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ วิเคราะห์เรื่องความล้มเหลวให้ฟัง
เราอาจใช้ความผิดหวัง จากการล้มเหลวใดๆก็ตาม
มาช่วยให้เกิดประโยชน์และสร้างโอกาสได้เหมียนกัน
ขอเพียงรู้จักคิดให้เป็น ต่อให้ผิดหวังหรือล้มเหลวแค่ไหน
ย่อมไม่ทำให้พวกเรา ระคายเคืองได้หรอก
นักจิตวิทยาเค้ายกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ผ่านตัวละครอย่างนักโทษ 2 คน ซึ่งมีบุคลิกแตกต่างกันดังนี้
คนแรก มองผ่านลูกกรงออกมาภายนอก บอกตัวเองมองเห็นแต่โคลนตม ใจคอห่อเหี่ยว
ส่วนอีกคน แหงนมองท้องฟ้า มองเห็นดวงดาว แต่ใจคอยังมีความสดชื่นอยู่
เพราะ ฉะนั้น นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า
เมื่อเราผิดหวังก็เหมือนกับเราเป็นนักโทษ ถูกกักขังอยู่ในวังวนของความเศร้านั่นแหละ
ด้วยเหตุนี้แล้วคุณจะเลือกเป็นคน ที่มองเห็นแต่โคลนตมหรือแหงนมองฟ้าแล้วเห็น แต่ดวงดาวดีล่ะ
แต่สมควรเลือกเป็นคนประเภทหลังนะ เพราะแสดงว่ายังมีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไป
ไอ้เรื่องจะฆ่าตัวตายหนีปัญหาชีวิตน่ะ ไม่มีวันเสียล่ะ
ว่าแล้วขอเสริมสร้างกำลังใจให้มากขึ้น ดังนี้
* หาตัวเองให้เจอ ค้นตัวเองให้พบ ว่าเรามีจุดด้อยหรือจุดเด่นตรงไหน
ถ้าเรามีข้อด้อย ตรงไหนก็ปรับปรุงซะ โดยเฉพาะถ้าเก็บเงินไม่อยู่
ก็ต้องหาวิธีอุดช่องโหว่นี้ให้ได้
* ควรมีบุคลิกและนิสัยถาวรในทางที่ดี เช่น ซื่อสัตย์ กตัญญู มีความขยัน อดทน
แต่เชื่อไว้เหอะว่า คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
แม้จะขัดแย้งกับสังคมคนเลวได้ดี แต่ไม่ควรท้อถอยที่จะทำความดี เชื่อเหอะ.

ที่มา : http://www.tamdee.net/
เพ้อ
![]() เพ้อ...... หวนอาวรณ์ตอนหวานรักซ่านทรวง เคยติดบ่วงห้วงฝันพลันสลาย มาบัดนี้มีเพียงภาพเคียงกาย สิ่งสุดท้ายปลายทางยามร้างปอง ฟังเพลงแว่วแผ่วเสียงเพียงครวญคร่ำ เหมือนน้ำคำพร่ำหาอาลัยหมอง สิ้นแล้วสุขทุกเสี้ยวที่เกี่ยวดอง ได้แต่มองท้องฟ้าสบตาดาว สายตาเล็งเพ่งผ่านม่านฟ้าหลัว ดูหมองมัวทั่วฟ้าเวหาหาว สิ้นแล้วแสงแรงจันทร์อันสกาว มวลหมู่ดาวราวเหงาเคล้าเมฆา เหมือนบางคนจนใจเคยใกล้ชิด กลับหักจิตคิดหลบไม่พบหน้า ดั่งกับจันทร์วันเพ็ญช่างเย็นชา หลบกายาลาเร้นไม่เห็นกัน เก็บความซ้ำคร่ำครวญไม่หวนกลับ รักลาลับดับแล้วแคล้วผกผัน ด้วยไม่เป็นเช่นหวังดังใจกัน จะฝืนฝันฟันฝ่าไขว่คว้าใย ........................................................... โดย ชมพูไพร | |
คือความรัก หรือ..แ่่ค่..ผูกพัน
วันนี้ เราอาจรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่ง จนคิดว่าเราขาดไม่ได้...
แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
สักวันเราจะรู้ว่า สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้
เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตเรา ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
วันหนึ่ง หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่ที่เราคิดว่าเราพึงใจ..ปรารถนา..ต้องการ..ขาดไม่ได้
เราก็จะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก
เวลา.. จะสอนเราเองว่า ความผูกพันกับสิ่งใดๆในช่วงเวลาหนึ่ง
จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้นๆ
อย่าได้ไปยึดติด อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตลุ่มหลง
คิดเสียว่าเราโชคดีที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก
ความผูกพันก็เหมือนกับความรัก หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก หากเรารักใครคนใดคนหนึ่งมาก เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก
แต่ความผูกพันที่ว่า ไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเองไว้กับสิ่งนั้นๆ
เพราะคนเราทุกคนย่อมผูกพันกับหลายๆสิ่ง
เปรียบเสมือน เรามีแก้วนำอยู่หนึ่งใบ
ในยามเช้า...เราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่มนม
พออากาศร้อนหน่อย...เราอาจต้องการน้ำเย็นๆ
บางครั้งที่เราไม่สบาย...เราอาจต้องการน้ำอุ่น
ใจเราก็เหมือนกับแก้วน้ำ...
ต้องเติมสิ่งต่างๆ ในเวลาที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสม
หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้วน้ำ
แล้วเติมน้ำร้อนลงไปในทันที ในแก้วใบเดียวกัน
แก้วใบนั้น..ก็จะร้าว..เริ่มแตก ซึ่งก็เหมือนกับใจเรา...
ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่งนั้น..ไม่ผิด
ถ้าเราค่อยๆปรับใจ..ปรับตัวของเราเอง..
ให้กลับคืนในเวลาที่ควร เพราะอย่างน้อยที่สุด..เราก็มีโอกาสได้ผูกพัน
ซึ่งก็เหมือนเรามีโอกาสได้รักนั่นเอง
ถ้าคุณมีความสุขที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น... คือ ความรัก
ถ้าคุณเศร้า..เหงา..คิดถึงเค้า..อยากเจอ..อยากพูดคุย... คือ ความรัก
ถ้าคุณร้อนรนที่เค้าอยู่กับใครๆที่ไม่ใช่คุณ... คือ ความใคร่
อยากเก็บไว้เป็นเจ้าของคนเดียว
ถ้าคุณเมามาย..เค้าลูบหลังไหล่..ดูแล... คือ ความรักที่บริสุทธิ์ใจ
ถ้าคุณเมามาย..เค้ากอดและสัมผัสร่างกาย... คือ ความใคร่จากเค้าของคุณ
ถ้าคุณเข้าหา.. แต่เค้าหนี... ... คือ ความใคร่ ที่หมดเยื่อใยแล้ว
ถ้าคุณหนี.. แต่เขาวิ่งตามมา... ... คือ ความรัก ที่ยังไม่มีจุดจบ
ถ้าคุณร้องไห้ให้กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ...
คุณคือ คนโง่ และบ้า อย่างน่าอาย
แต่ถ้าคุณพอใจ..จงรัก..และมอบความรักให้กับเค้า...
แม้มันจะไม่กลับมาหาคุณก็ตาม
จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้.. ดีกว่าที่จะมานั่งเสียใจในวันหน้า
จงภูมิใจที่มีความใคร่.. เสน่หา
เพราะมันจะไม่ย้อนกลับมาหาอีกต่อไป...
แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
สักวันเราจะรู้ว่า สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้
เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตเรา ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
วันหนึ่ง หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่ที่เราคิดว่าเราพึงใจ..ปรารถนา..ต้องการ..ขาดไม่ได้
เราก็จะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก
เวลา.. จะสอนเราเองว่า ความผูกพันกับสิ่งใดๆในช่วงเวลาหนึ่ง
จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้นๆ
อย่าได้ไปยึดติด อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตลุ่มหลง
คิดเสียว่าเราโชคดีที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก
ความผูกพันก็เหมือนกับความรัก หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก หากเรารักใครคนใดคนหนึ่งมาก เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก
แต่ความผูกพันที่ว่า ไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเองไว้กับสิ่งนั้นๆ
เพราะคนเราทุกคนย่อมผูกพันกับหลายๆสิ่ง
เปรียบเสมือน เรามีแก้วนำอยู่หนึ่งใบ
ในยามเช้า...เราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่มนม
พออากาศร้อนหน่อย...เราอาจต้องการน้ำเย็นๆ
บางครั้งที่เราไม่สบาย...เราอาจต้องการน้ำอุ่น
ใจเราก็เหมือนกับแก้วน้ำ...
ต้องเติมสิ่งต่างๆ ในเวลาที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสม
หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้วน้ำ
แล้วเติมน้ำร้อนลงไปในทันที ในแก้วใบเดียวกัน
แก้วใบนั้น..ก็จะร้าว..เริ่มแตก ซึ่งก็เหมือนกับใจเรา...
ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่งนั้น..ไม่ผิด
ถ้าเราค่อยๆปรับใจ..ปรับตัวของเราเอง..
ให้กลับคืนในเวลาที่ควร เพราะอย่างน้อยที่สุด..เราก็มีโอกาสได้ผูกพัน
ซึ่งก็เหมือนเรามีโอกาสได้รักนั่นเอง
ถ้าคุณมีความสุขที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น... คือ ความรัก
ถ้าคุณเศร้า..เหงา..คิดถึงเค้า..อยากเจอ..อยากพูดคุย... คือ ความรัก
ถ้าคุณร้อนรนที่เค้าอยู่กับใครๆที่ไม่ใช่คุณ... คือ ความใคร่
อยากเก็บไว้เป็นเจ้าของคนเดียว
ถ้าคุณเมามาย..เค้าลูบหลังไหล่..ดูแล... คือ ความรักที่บริสุทธิ์ใจ
ถ้าคุณเมามาย..เค้ากอดและสัมผัสร่างกาย... คือ ความใคร่จากเค้าของคุณ
ถ้าคุณเข้าหา.. แต่เค้าหนี... ... คือ ความใคร่ ที่หมดเยื่อใยแล้ว
ถ้าคุณหนี.. แต่เขาวิ่งตามมา... ... คือ ความรัก ที่ยังไม่มีจุดจบ
ถ้าคุณร้องไห้ให้กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ...
คุณคือ คนโง่ และบ้า อย่างน่าอาย
แต่ถ้าคุณพอใจ..จงรัก..และมอบความรักให้กับเค้า...
แม้มันจะไม่กลับมาหาคุณก็ตาม
จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้.. ดีกว่าที่จะมานั่งเสียใจในวันหน้า
จงภูมิใจที่มีความใคร่.. เสน่หา
เพราะมันจะไม่ย้อนกลับมาหาอีกต่อไป...
วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
สวดมนต์แก้กรรม
การสวดมนต์ แก้เคราะห์แก้กรรมที่บ้านเพื่อปัดเป่าเคราะห์
ในช่วงที่ประสบเคราะห์ภัยชีวิตยากลำบากและทุกข์ร้อน ให้หันมาดูแลบ้านเรือนที่อยู่อาศัยด้วย คนโบราณเชื่อกันนักว่า บ้านเรือนที่รกและไม่ได้รับดูแลย่อมกลายเป็นที่ที่มีแต่ความอัปมงคล เมื่อมีทุกข์ภัยใช่ว่าจะไม่ใส่ใจบ้านที่เราอาศัยทุกๆวัน จำเป็นต้องแบ่งจิตใจแบ่งเวลาดูแลบ้านเรือนเป็นการแก้เคล็ด เสริมโชคในหลายๆแนวปฏิบัติดังนี้
1.ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด อย่าให้มีฝุ่นจับเลอะเทอะ อย่าให้ข้าวของวางระเกะระกะ ควรจัดวางของให้เป็นระเบียบดูสะอาดและสบายตา
2.หน้าบ้านต้องสะอาด ขั้นวางรองเท้าต้องดูให้ดีอย่าให้เกะกะใกล้หน้าประตูจะเป็นอัปมงคล
3.ถังขยะหน้าบ้านต้องหมั่นเททิ้งอย่าให้เน่าเหม็นและล้นจน
การสวดมนต์เพื่อแก้เคราะห์แก้กรรมและขอขมาเจ้ากรรมนายเวรนั้น สามารถเลือกสวดบทคาถาใดก็ได้ตามที่ต้องการ แต่ทั้งนี้ในตอนเริ่มต้น จะต้องเริ่มต้นเรียงลำดับบทสวดพระบูชาพระรัตนตรัยให้ครบถ้วนจึงจะถือว่าสมบูรณ์ และถูกต้องตามธรรมเนียมปฏิบัติดังต่อไปนี้
บทหลักที่ต้องสวดเรียงลำดับเสมอ
1.สวดบทบูชาพระรัตนตรัย
2.บทกราบพระรัตนตรัย
3.บทขอขมาพระรัตนตรัย
4.บทชุมนุมเทวดา
5.บทถวายพรพระ
6.บทสะเดาะเคราะห์
เมื่อสวดพระคาถาทั้งหมดแล้ว ต่อไปให้เลือกสรรบทต่อไปนี้ ซึ่งในแต่ละวันเลือก 1-2 บทก็ได้ เลือกบทใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับกัน หรือจะสวดเรียงกันไปทั้งหมดได้
บทสะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตา
1.คาถาพาหุงพุทธชัยมงคล
2.คาถาชัยปริตร (มหากา)
3.พระคาถาชินบัญชร
4.สวดอิติปิโสเกินอายุตน 1 ปี
5.พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก
การสวดอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร ใน 7วัน
การสวดมนต์สะเดาะเคราะห์แต่ละครั้งอาจจัดลำดับบทสวดต่างๆ
ดังต่อไปนี้
วันที่1
สวดบทบูชาพระ หัวข้อ 1-6 เรียงลำดับก่อนดังนี้
1.บทบูชาพระรัตนตรัย
2.บทกราบพระรัตนตรัย
3.บทขอขมาพระรัตนตรัย
4.บทชุมนุมเทวดา
5.บทถวายพรพระ
6.บทสะเดาะเคราะห์
จากนั้นสวดบทพระคาถาพาหุง ตามด้วยบทพระคาถาชัยปริตร
จากนั้นสวดแผ่เมตตา และกรวดน้ำอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวร
วันที่2
สวดบทบูชาพระ บทที่ 1-6 ดังกล่าวมาแล้ว
ตามด้วยบทพระคาถาชินบัญชร และบทสะเดาะเคราะห์อื่นๆตามที่ต้องการ(อาจารย์จะจัดให้ตอนต่อไป)
สวดแผ่เมตตาแล้วกรวดน้ำอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวร
วันที่3
สวดบทบูชาพระ บทที่ 1-6 ดังกล่าวมาแล้ว
ตามด้วยบทอิติปิโส สวดเกินอายุ 1 ปี คือถ้าอายุ 30ปี ก็สวด31จบ
วันที่4
สวดบทบูชาพระ 6 บท เรียงลำดับดังกล่าวมาแล้ว
จากนั้นสวดบทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก
จบด้วยบทแผ่เมตตา แล้วกรวดน้ำอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวร
วันที่5
สวดบทบูชาพระ 6 บท ดังกล่าวมาแล้ว
จากนั้นสวดบทพระธรรมจักร
จบด้วยแผ่เมตตา แล้วกรวดน้ำอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวร
วันที่6
สวดบทบูชาพระ 6 บท ดังกล่าวมาแล้ว
จากนั้นสวดพระคาถาชินบัญชร
จากนั้นสวดพระคาถาสะเดาะเคราะห์ บทเล็กๆบทใดก็ได้
จบด้วยบทแผ่เมตตา แล้วกรวดน้ำอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวร
วันที่7
สวดบทบูชาพระ 6 บท ดังกล่าวมาแล้ว
จากนั้นสวดพระคาถาบารมี 30 ทัศ
ต่อด้วยบทสวดบูชาพระประจำวันเกิดของตน
จบด้วยบทแผ่เมตตา แล้วกรวดน้ำอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวร
เคราะห์ร้ายจากแรงทวงหนี้กรรมของเจ้ากรรมนายเวร
เมื่อใดที่ชีวิตมีทุกข์ร้อนแบบไม่ธรรมดาและรู้สึกว่ามิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเพราะความประมาท อาจเกิดขึ้นโดยแรงจากเจ้ากรรมนายเวรที่ตามมาทวงหนี้กรรมและต้องการให้เราชดใช้
เคราะห์และทุกข์ภัยต่างๆมีหลายรูปแบบต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ แต่มักจะเกิดในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น จอดรถติดไฟแดงอยู่ดีๆ มีรถอื่นมาชนท้ายรถเรา
1.เดินอยู่ดีๆ ถูกรถชน รถเฉี่ยว
2.ขึ้น-ลงบันไดอย่างระวังแต่พลัดตกบันไดเหมือนถูกผลัก ถูกขัดขวาง
3.การงานมีแต่ความผิดพลาดเสียหายหลายๆด้าน
4.ฐานะการเงินสะดุดติดขัดอย่างหนัก เคยติดต่อหมุนทางใดได้ก็กลับไม่ได้เลยทุกทาง
5.มีเหตุพลัดพรากสูญเสีย เสียเงินหรือเสียทรัพย์ เสียของรัก
6.มีเหตุพลัดพรากจากกับผู้ที่เป็นที่รัก
7.ชีวิตมีความหม่นหมองไร้ความสุข มีแต่เรื่องที่ทำให้เป็นทุกข์
8.ชีวิตพบแต่อุปสรรคปัญหานานาประการ เกิดขึ้นแบบซัดซ้ำถาโถมหลายเรื่องประดังเข้ามา
9.ล้มป่วยหนักทั้งๆที่ไม่เคยมีวี่แววส่งอาการมาก่อน
10.สิ่งใดเคยทำอยู่อย่างปกติกลับเกิดไม่ปกติ มีเหตุพลิกล็อกหักกลางไม่ทันตั้งตัว
ตำราแก้เคราะห์หรือเจ้ากรรมนายเวร
เมื่อท่านทำตามวิธีที่อาจารย์ได้บอกแล้ว
1.เมื่อสวดพระคาถาต่างๆเสร็จสิ้นแล้วทุกครั้งจะต้องจบด้วยบทต่อไปนี้เสมอ
- บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์
- บทแผ่เมตตาให้ตนเอง
- บทแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร
หรือจะสวดบทแผ่ส่วนกุศล-บทเดียวก็ได้ แต่ขอให้สวดบทแผ่เมตตา หรือแผ่ส่วนกุศลตบท้ายการสวดมนต์ทุกครั้งเสมอ
2. เมื่อสวดมนต์และสวดบทแผ่เมตตาเสร็จแล้วให้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ง
3.การกรวดน้ำให้รินน้ำลงดิน ที่โคนต้นไม้ใหญ่ หรือถ้าไม่มีต้นไม้ก็รินใส่กระถางต้นไม้ก็ได้ แต่ต้องเป็นการเทน้ำลงดินที่โคนต้นไม้กลางแจ้งไม่ใช่ในชายคาบ้าน
คำกรวดน้ำ ให้เจ้ากรรมนายเวร
อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ
สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหมด
ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุขกายสุขใจเถิด
(ให้กล่าวคำกรวดน้ำนี้ ขณะค่อยๆรินน้ำลงดิน ควรเลือกโคนต้นไม้ใหญ่ ถ้าไม่มีต้นไม้ใหญ่ก็รดที่โคนต้นไม้ตามที่มีแต่เป็นที่กลางแจ้ง มิใช่ในชายคาบ้าน)
คำขอขมาเจ้ากรรมนายเวร
ทุกครั้งเมื่อสวดมนต์จบแล้ว ถ้าสามารถกรวดน้ำได้ก็ขอให้กรวดน้ำแล้วอธิษฐานคำกล่าวขอขมาต่อไปนี้ หากมิได้กรวดน้ำก็ขอให้ตั้งจิตกล่าวคำขอขมานี้ด้วยเสมอ เพื่อส่งแรงจิตอธิษฐานไปถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย
ข้าพเจ้าอุทิศส่วนบุญกุศลจากการสวดมนต์เจริญภาวนานี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินท่านไว้แต่อดีตชาติถึงปัจจุบันชาติ
ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วอโหสิกรรมและอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้เทอญ
ที่มาจาก
http://www.promdeva.com/AllCategory.asp?CatID=9
การนวดคลายเครียดตัวเอง
การนวดเป็นวิธีหนึ่งที่คลายเครียดได้ดี และการนวดด้วยตนเองที่นำเสนอนี้ เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก สามารถทำได้ทุกเวลา โดยหลักการนวดจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง โล่งสบายตัว ทำให้หายเครียดและลดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ลงได้ เหมาะสำหรับคนที่มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ ไหล่และหลัง อย่างไรก็ตามก็ควรพึงระวัง ไม่ควรนวดขณะที่มีไข้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นอักเสบหรือเป็น โรคผิวหนัง และควรตัดเล็บตนเองให้สั้นทุกครั้ง ก่อนลงมือนวด
นวดอย่างไร จึงจะถูกต้องตามหลักการ
ให้ใช้ปลายนิ้วที่ถนัด ได้แก่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้หรือนิ้วกลาง ทำการกด
การนวดในที่นี้ หมายถึงการกดและการปล่อยผ่อนคลายเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้เวลาการกดแต่ละ
ครั้ง นาน 10 วินาที และใช้เวลาปล่อยผ่อนคลายนานกว่าเวลากด
การกดให้ค่อยๆเพิ่มแรงทีละน้อย และเวลาปล่อยผ่อนคลายให้ค่อยๆปล่อยแต่ละจุดควรนวดซ้ำประมาณ 3- 5 ครั้ง
ตำแหน่งหรือจุดนวด
จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว ใช้นิ้วที่ถนัด กด 3 - 5 ครั้ง
จุดใต้หัวคิ้ว ใช้ปลายนิ้วที่ถนัดกด 3 - 5 ครั้ง
จุดขอบกระดูกท้ายทอย จะมีอยู่ด้วยกัน 3 จุด จุดกลางให้ใช้นิ้วหัวแม่มือ กด 3- 5 ครั้ง ส่วนจุดสองจุด ด้านข้างให้ใช้วิธี การประสานมือบริเวณท้ายทอยแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดจุดพร้อมๆกัน 3-5 ครั้ง
บริเวณต้นคอ ประสานมือบริเวณท้ายทอย ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้าง กดตามแนวสองข้างของกระดูกต้น คอ โดยกดไล่จากบริเวณตีนผมลงมาถึง บริเวณบ่า 3 -5 ครั้ง
บริเวณบ่าใช้ปลายนิ้วมือขวาบีบไหล่ซ้าย ไล่จากบ่าเข้าหาต้นคอ ใช้ปลายนิ้วมือซ้ายบีบไหล่ขวา ไล่จาก บ่า เข้าหาต้นคอ ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
บริเวณบ่าด้านหน้า ใช้นิ้วหัวแม่มือกดจุดใต้กระดูกไหปลาร้า จุดต้นแขนและจุดเหนือรักแร้ของบ่าซ้าย ใช้ นิ้วแม่มือซ้ายกดจุดเดียวกันที่บ่าขวาทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
(จากวารสาร สช.ยะลา ปีที่ 5 ประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน 2546 )
นวดอย่างไร จึงจะถูกต้องตามหลักการ
ให้ใช้ปลายนิ้วที่ถนัด ได้แก่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้หรือนิ้วกลาง ทำการกด
การนวดในที่นี้ หมายถึงการกดและการปล่อยผ่อนคลายเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้เวลาการกดแต่ละ
ครั้ง นาน 10 วินาที และใช้เวลาปล่อยผ่อนคลายนานกว่าเวลากด
การกดให้ค่อยๆเพิ่มแรงทีละน้อย และเวลาปล่อยผ่อนคลายให้ค่อยๆปล่อยแต่ละจุดควรนวดซ้ำประมาณ 3- 5 ครั้ง
ตำแหน่งหรือจุดนวด
จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว ใช้นิ้วที่ถนัด กด 3 - 5 ครั้ง
จุดใต้หัวคิ้ว ใช้ปลายนิ้วที่ถนัดกด 3 - 5 ครั้ง
จุดขอบกระดูกท้ายทอย จะมีอยู่ด้วยกัน 3 จุด จุดกลางให้ใช้นิ้วหัวแม่มือ กด 3- 5 ครั้ง ส่วนจุดสองจุด ด้านข้างให้ใช้วิธี การประสานมือบริเวณท้ายทอยแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดจุดพร้อมๆกัน 3-5 ครั้ง
บริเวณต้นคอ ประสานมือบริเวณท้ายทอย ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้าง กดตามแนวสองข้างของกระดูกต้น คอ โดยกดไล่จากบริเวณตีนผมลงมาถึง บริเวณบ่า 3 -5 ครั้ง
บริเวณบ่าใช้ปลายนิ้วมือขวาบีบไหล่ซ้าย ไล่จากบ่าเข้าหาต้นคอ ใช้ปลายนิ้วมือซ้ายบีบไหล่ขวา ไล่จาก บ่า เข้าหาต้นคอ ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
บริเวณบ่าด้านหน้า ใช้นิ้วหัวแม่มือกดจุดใต้กระดูกไหปลาร้า จุดต้นแขนและจุดเหนือรักแร้ของบ่าซ้าย ใช้ นิ้วแม่มือซ้ายกดจุดเดียวกันที่บ่าขวาทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
บริเวณบ่าด้านหลัง ใช้นิ้วที่ถนัดของมือขวาอ้อมไปกดจุดบนและจุดกลางของกระดุกสะบักและจุด รักแร้ ด้านหลังของบ่าซ้าย ใช้นิ้วที่ถนัดของมือซ้ายกดจุดเดียวกันที่บ่าขวา ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง ทดลองทำดูนะคะ จาก ข้อ 1-7 คงไม่ยากใช่ไหมคะ ถ้าทำเช่นนี้เป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังผ่อนคลายลง และเป็นการเชิญความเครียดออกไปจากตัวเองที่ได้ผลดีทีเดียว แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิงเชื่อจน กว่าจะลงมือปฏิบัติด้วยตัวคุณเอง
(จากวารสาร สช.ยะลา ปีที่ 5 ประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน 2546 )
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


